วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

หญ้าแดง

หญ้าแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์      Ischaemum rugosum Salisb.
ชื่ออื่น     wrinkle duck-beak ,หญ้ากระดูกไก่, หญ้าก้านธูป, หญ้าสล้าง,หญ้าแดง
ประเภท/ชีพจักร     หญ้า(วัชพืช)/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น        ลำต้นแนบพื้นดินและชูยอดขึ้น ช่อดอกติดกันแน่นคล้ายธูป
ส่วนขยายพันธุ์     เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม     งอกได้ดีในดินชื้น
นิเวศนาข้าวที่ระบาด     นาหว่านข้าวแห้งและนาหว่านน้ำตม

ขาเขียด

 


ชื่อไทย :
    ขาเขียด,ผักอีฮีน,ผักลิ้น
ชื่อสามัญ :
    Monochoria, Pickerel weed
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
    Monochoria vaginalis (Burm.f) Presl var. Solms
ชื่อวงศ์ :
    PONTEDERIACEAE
ส่วนขยายพันธุ์ :
    เมล็ด
ลักษณะทั่วไป :
    เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบกอายุฤดูเดียว ชอบขึ้นในที่น้ำท่วมขังตื้น ๆ เช่นในนาข้าว มีรากหยั่งดิน ใบเป็นรูปหัวใจสีเขียวเข้มเป็นมันใบแตกแบบสลับเป็นสองแถบ ก้านใบยาวโคนก้านแผ่ ออกเป็นกาบ ช่อดอกออกที่บริเวณโคนก้านใบ โดยแทงช่อออกมาตรงข้ามกับกาบที่หุ้มช่อดอก ช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกย่อยสีม่วง 6-15 ดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ โคนกลีบติดกันมีเมล็ดมาก

ผักตบชวา

ผักตบชวา
ชื่อวิทยาศาสตร์    Eichhornia  crassipes (Mart.) Solms
ชื่ออื่น                Water Hyacinth,ผักปอด, สวะ, ผักโรค, ผักตบชวา, ผักยะวา, ผักอีโยก, ผักป่อง
ประเภท              พืชล้มลุก
ลักษณะเด่น        ไม้น้ำ มีไหลทอดเลื้อยไปตามผิวน้ำ ต้นอวบน้ำ ใบรูปไข่ค่อนข้างกลม สีเขียวเป็นมัน
                        ก้านใบพองออกเพื่อช่วยให้ลอยน้ำได้ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบดอกบาง 
                        6 กลีบ สีฟ้าอมม่วง กลีบบนขนาดใหญ่ และมีแต้มสีเหลืองกลางกลีบ 
                        ออกดอกปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน
ส่วนขยายพันธุ์     แยกต้นอ่อนที่ปลายไหลไปปลูก

ชนิดของวัชพืช


เราสามารถแบ่งวัชพืช ได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ๆ คือ

    * วัชพืชน้ำ หมายถึง วัชพืชที่ขึ้นในน้ำหรือขึ้นตามริมตลิ่ง มักเป็นพืชที่มีลำต้นเล็กอ่อน ใบบาง เพื่อลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี มีหลายลักษณะตามสภาพที่ขึ้น คือ บางพวกลอยน้ำรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา บางพวกรากต้องหยั่งดิน ใบและดอกลอยตามผิวน้ำหรืออยู่เหนือน้ำ เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด บางชนิดอยู่ใต้ผิวน้ำรากหยั่งดิน เช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายไฟ แหนปากเป็ดสาหร่ายเส้นด้าย สาหร่ายพุงชะโด บางชนิดขึ้นตามดินชื้นมาก ๆ หรือที่ที่มีน้ำขังตื้น ๆ เช่น เทียนนา แห้วทรงกระเทียม หญ้าขน หญ้านกสีชมพู วัชพืชน้ำมักเป็นวัชพืชในนาข้าว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านชลประทานและด้านประมง

    * วัชพืชบก หมายถึง วัชพืชที่เกิดบนบกแบ่งตามลักษณะทั่วไปได้เป็น ๓ ชนิด คือ ไม้ตัน ไม้พุ่ม  ไม้ล้มลุกลำต้นอ่อน  ไม้ต้นและไม้พุ่มไม่ค่อยพบว่าเป็นวัชพืชที่ร้ายแรง ทั้งนี้เพราะก่อนดำเนินการเกษตรนั้น จำเป็นต้องปรับที่โค่นต้นไม้ใหญ่ ถอนรากโคนทิ้งเสียก่อน ฉะนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหา ในด้านการกำจัดวัชพืชที่เป็นไม้ต้นและไม้พุ่มเท่าใดนัก นอกจากในที่ดินที่บุกเบิกใหม่เพื่อการเพาะปลูก ถ้ายังมีรากไม้ต้นและไม้พุ่มหลงเหลืออยู่ ต้องคอยหมั่นดูแลขุดทำลายเสีย หรือใช้สารกำจัดวัชพืชทำลาย โคนต้นให้เน่าผุก่อน วัชพืชก็จะค่อย ๆ ลดน้องลงไป ส่วนวัชพืชที่เป็นปัญหาในด้านการกำจัด ได้แก่ พวกไม้ต้นเล็กเนื้ออ่อนหรือพืชล้มลุก ซึ่งแบ่งออกได้ตามอายุเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งได้แก่ พืชล้มลุก อายุสั้น มีวงชีพอยู่ได้เพียงฤดูเดียว และอีกพวกหนึ่งเป็นพืชต้นเล็กเนื้ออ่อน ยืนต้น มีอายุข้ามปีหรือตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป พืชพวกนี้มักจะมีไหล ซึ่งสามารถแตกรากตามข้อที่นอนแตะพื้นดิน เช่น แห้วหมู หญ้าชันอากาศ

ทั้งวัชพืชน้ำและวัชพืชบก ไม่ได้หมายถึง พืชที่มีดอกและเมล็ดเท่านั้น ยังรวมถึงพืชจำพวกสาหร่าย พืชไม่มีดอก ได้แก่ เฟิร์น และตะไคร่ เช่น สาหร่าย อีกด้วย วัชพืชในนาข้าวเป็นพืชพวกแอลจี แต่สาหร่ายข้าวเหนียว สาหร่ายฉัตร สาหร่ายพุงชะโด ฯลฯ เป็นพืชมีดอกและเมล็ด เฟิร์น หลายชนิดที่เป็นวัชพืชในนาข้าว ได้แก่ ผักกูดนา ผักแว่น แหนแดง จอกหูหนู นอกจากพืชที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพวกพืชอาศัย (parasitic plants) เช่น กาฝาก ฝอยทอง

ไม่ว่าจะเป็นวัชพืชประเภทไหน ก็ต่างส่งผลเสียแก่พืชผลของเราทั้งสิ้น ดังนั้น วัชพืชจึงเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อไป
                                            ข้อมูลจาก  http://kanchanapisek.or.th

วัชพืชในนาข้าว

วัชพืชในนาข้าว คือ พืชอื่นทุกชนิดที่เกิดขึ้นในนาข้าวที่ปลูกไว้ มีวัชพืชหลายชนิดที่เกิดขึ้นในนาข้าว บางแห่งอาจมีวัชพืชน้อย บางแห่งอาจมีวัชพืชมาก ในพื้นนาแต่ละแห่งจะมีวัชพืชที่แตกต่างกันออกไป เพราะการเกิดวัชพืชในนาข้าวนั้น แตกต่างกันไปตามท้องที่ ท้องถิ่น และวิธีการปลูกข้าว วัชพืชในนาข้าวจะมีมากในนาหว่าน ส่วนนาดำ มีน้อยกว่าเพราะวิธีการเพาะปลูกมีการเตรียมดินที่ดีกว่านาหว่าน และมีการเก็บวัชพืชออกไปจากนาดำก่อนการทำการดำนาอีกด้วย
วัชพืชในนาข้าว


วัชพืชที่เกิดขึ้นในนาข้าวบ้านเรา แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้ คือ

1. วัชพืชในนาที่เป็นที่ดอน  วัชพืชที่พบมาก  ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าชันอากาศ หญ้าแดง
2. วัชพืชในนาที่เป็นที่ลุ่มปานกลาง วัชพืชที่พบมาก  ได้แก่ แห้วทรงกระเทียม หญ้าหนวด  ปลาดุก แห้วทรงกระเทียมโป่ง  แพงพวย  เทียนนา  กกสามเหลี่ยม ขาเขียด
3. วัชพืชในนาที่เป็นที่ลุ่มมาก  วัชพืชที่พบมาก ได้แก่ สาหร่ายพุงชะโด  สันตะวาใบข้าว  สาหร่ายหาง  กระรอก  สันตะวาใบพาย ผักตบชวา สาหร่ายข้าวเหนียว สาหร่ายไฟ  กกขนาก หญ้าตะกรับ แหนแดง

มารู้จักวัชพืชที่สำคัญ
- หญ้าแดง
- หญ้านกสีชมพู
- หญ้าชันอากาศ
- ขาเขียด
- แห้วทรงกระเทียม
- หญ้าหนวด
- หญ้าหนวดปลาดุก
- แห้วทรงกระเทียมโป่ง
- กกสามเหลี่ยม
- แพงพวย
- เทียนนา
- สาหร่ายพุงชะโด
- กกขนาก
- สันตะวาใบข้าว
- หญ้าตะกรับ
- สาหร่ายหางกระรอก
- สาหร่ายไฟ
- ผักตบชวา
- แหนแดง
- สันตะวาใบพาย
- สาหร่ายข้าวเหนียว
- ผักตบชวา

การทำนาข้าวล้มตอ

ข้าวล้มตอ
ข้าวล้มตอ คือการทำนาด้วยตอข้าวเดิมที่เราได้เก็บเกี่ยวไปแล้ว แทนการหว่านด้วยเมล็ด หรือ แทนการดำนา ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในการซื้อเมล็ดพันธุ์ โดยมีวิธีการทำนาข้าวล้มตอซังดังนี้
ตอซังข้าว


1.  กำจัดฟางข้าวที่ทับตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวให้เหลือน้อยพอประมาณ และทำการเกลี่ยฟางข้าวให้กระจายออกบางๆ เพื่อใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าวต่อไป
2. ทำการย่ำตอซังข้าวในนาให้ล้ม หลังจากนั้นพอข้าวงอกออกจากตอซังข้าวเดิม ให้ทำการวิดน้ำเข้านาอย่าปล่อยให้ดินแห้ง เพราะจะทำให้เมล็ดข้าวที่ตกอยู่ในนางอก ทำให้เกิดข้าวสองรุ่น ซึ่งมีผลทำให้ข้าวพร้อมเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่ากัน (ข้อควรระวังอีกหนึ่งอย่างอย่าให้น้ำขังถ้าตอซังยังไม่งอก จะทำให้ตอซังเน่า)
3.ดูแลนาข้าวตามปกติ จนกระทั่งได้เก็บเกี่ยว

ข้อดีของการปลูกข้าวล้มตอ คือ 
1. ลดต้นทุนการเพาะปลูก
2.ลดต้นทุนปุ๋ย เพราะตอซังและฟางจะเน่ากลายเป็นปุ๋ยต่อไป
3.ลำต้นมีความแข็งแรง ป้องกันหอยเชอรี่ได้ดีกว่าการหว่านข้าว
ข้อควรคำนึง
การทำนาล้มตอ พื้นที่ในการทำนาต้องสม่ำเสมอกัน ถ้านาเป็นแอ่ง จะทำให้มีน้ำขัง และตอซังจะเน่า
อีกอย่าง ต้นข้าวที่จะมาทำนาล้มตอ ต้องไม่มีโรคมาก่อน

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำพันธุ์ข้าวของเราเอง

เมล็ดพันธุ์ข้าว คือ เมล็ดข้าวที่ใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรส่วนมากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาใช้เพาะปลูกทำให้ ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นมาก เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวมีราคาแพง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ดียิ่งดียิ่งมีราคาแพง ดังนั้นแทนที่เราจะซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวในทุกฤดูการเพาะปลูก เราก็มาทำเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกเอง ไม่ต้องซื้อเพื่อเพิ่มต้นทุนการเพาะปลูกแต่อย่างใด  ซึ่งการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวก็ไม่ได้ยุ่งยากกว่าการทำนาปกติซักเท่าใด การทำนา เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์คุณภาพดีไว้ใช้เพาะปลูกตลอดไป
เมล็ดพันธุ์ข้าว

มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ
1. เมื่อเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ดีมาแล้ว ควรเลือกแปลงนาที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยขนาดพื้นที่ขึ้นอยู่กับพื้นที่นาทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น หากมีนา 50 ไร่ จำเป็นต้องใช้พันธุ์ข้าวประมาณ 350 กิโลกรัม สำหรับนาดำ หรือ 900 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับนาหว่าน ดังนั้น พื้นที่แปลงพันธุ์ที่ต้องการ คือ 1 ไร่ สำหรับนาดำ หรือประมาณ 3 ไร่ สำหรับนาหว่าน
2. การเตรียมแปลง ควรกำจัดข้าวเรื้อ(หรือ ข้าวปน)ในนาออกให้หมด โดยการไถพรวนแล้วไขน้ำเข้าให้ข้าวเรื้องอก แล้วไถคราดกำจัดข้าวเรื้อก่อน จึงทำการตกกล้า หรือหว่านข้าว
3. หลังจากข้าวงอกหรือปักดำ ควรทำการกำจัดข้าวปนที่ทำให้พันธุ์ข้าวไม่บริสุทธิ์ โดยควรทำทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกในระยะแตกกอ ให้ดูลักษณะการแตกกอ การชูใบ ความสูง สีของใบและลำต้น ถ้าพบลักษณะที่ผิดปกติ ให้ตัดกอหรือต้นข้าวทิ้ง ครั้งที่ 2 ในระยะออกดอก ให้ตัดกอข้าวที่ออกดอกผิดเวลากับต้นข้างเคียง อย่าเสียดายเหลือไว้แต่ข้าวที่ออกดอกพร้อมกัน ครั้งที่ 3 ในระยะที่เมล็ดข้าวส่วนใหญ่สุกเหลือง ก็ให้ตัดข้าวที่มีลักษณะเมล็ดผิดปกติทิ้งไป
4. ก่อนการเก็บเกี่ยว ควรตรวจดูในแปลงอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีต้นข้าวบางต้นยังมีลักษณะผิดไปจากต้นข้าวส่วนใหญ่ เช่น ลำต้นสูงหรือต่ำผิดปกติ ให้เกี่ยวออกต่างหาก เมื่อเห็นว่าต้นข้าวในแปลงสุกแก่เสมอกันดีให้ทำการเก็บเกี่ยวแล้วนวดทันที ไม่ควรตากข้าวไว้ในนา เพราะอาจจะถูกฝน ทำให้คุณภาพข้าวเสื่อมไปได้ การนวดข้าว ควรแยกข้าวส่วนอื่น และแน่ใจว่าเครื่องนวดไม่มีเมล็ดข้าวอื่นตกค้างอยู่ แล้วนำมาตากแดด 1-2 แดด ฝัดให้สะอาดแล้วบรรจุกระสอบเก็บไว้ในที่แห้งร่มเย็น