แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัชพืช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัชพืช แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

หญ้าชันกาด

ชื่อทั่วไป :     หญ้าชันกาด
ชื่ออื่น :  แขมมน, หญ้าขิง, หญ้าชันอากาศ, หญ้าอ้อน้อย, Torpedo grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Panicum repenns Linn.
ชื่อวงศ์ :       Poaceae (Gramineae )
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรงหรือเป็นข้องอที่โคน ไม่แตกแขนง ปล้องรูปทรงกระบอก กลวง ข้อเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นเยื่อ ยาว 0.4 -1.0 มม. มีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบกว้าง 2-8 มม. ยาว 4-15 ซม. ขอบใบสากเล็กน้อย อาจมีขนที่โคนใบ ดอกช่อแยกแขนง ยาว 3-19 ซม. ช่อดอกย่อย กว้าง 1.0-1.3 มม.ยาว 2.6 -3.0 มม. รูปขอบขนานแกมวงรีถึงรูปใบหอกแกมวงรี บางครั้งอาจมีสีม่วง ปลายแหลมกาบช่อย่อยแผ่นล่าง รูปไข่ยาว 0.6-0.8 มม. ปลายตัดถึงกลมกว้าง กาบช่อย่อยแผ่นบนยาวเท่าๆกับช่อดอกย่อย ดอกย่อยล่างๆเป็นดอกตัวผู้ กาบล่างและกาบบนยาวเท่าๆกัน ดอกย่อยบนๆรูปวงรี กว้าง 0.8-1.1 มม. ยาว 1.7-2.2 มม. สีขาวผิวเกลี้ยงเป็นมัน ปลายแหลมอับเรณูสีส้ม ยาว 1.4-1.7 มม.
ประโยชน์ :
ราก ทำให้ประจำเดือนมาปรกติ ละลายก้อนนิ่ว ขับปัสสาวะ
หัว ตัดฝ้า รักษาโรคตา แก้โรคกาฬเลือด แก้ไข้กาฬ แก้ตับทรุด แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้หนองใน รักษาไตพิการ แก้อาการบวมน้ำ โรคไตและโรคหัวใจ รักษากระเพาะปัสสาวะพิการ แก้ทางเดินปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว
เหง้า รักษาประจำเดือนมาไม่ปรกติ ขับปัสสาวะ แก้พิษร้อน แก้ตาฟาง แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ
ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้งูกัด แก้ประจำเดือนมาไม่ปรกติ แก้ปัสสาวะพิการ แก้พิษไข้ แก้พิษกาฬ แก้ไตพิการหรือกระเพาะปัสสาวะพิการ รักษาโรคตา แก้ทางเดินปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว

การป้องกันกำจัด     
    1. ไถดะเพื่อกลบทำลายหญ้าชันกาดซึ่งมักขึ้นจากไหลตั้งแต่ได้รับฝนแรก แต่หากยัง ขึ้นมาได้อีกอาจต้องไถซ้ำ  หากยังมีหลงเหลืออยู่ให้เก็บทำลายไหลและลำต้นให้หมดขณะที่คราดทำเทือก
    2.  นาหว่านข้าวแห้ง
       - เมื่อเริ่มมีฝนหรือจะเริ่มทำนาโดยการหว่านข้าวแห้ง หรือนาหยอดก็ตาม ควรรอให้หญ้าชันกาดที่งอกจากเมล็ดขึ้นมาพอสมควรก่อนแล้วจึงทำการไถดะ
       - หลังจากนั้นเว้นช่วงให้มีฝนตกและหญ้าชันกาดงอกมาอีกแล้วจึง
ไถแปร
       - และหากจะคราดควรจะทิ้งให้หญ้าชันกาดงอกมาอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงหว่านข้าวแห้งและคราดกลบ

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

หญ้านกสีชมพู

หญ้านกสีชมพู

ชื่อ    :    หญ้านกสีชมพู,junkle rice, หญ้าข้าวปล้อง, หญ้านก,หญ้าข้าวนก

ชื่อพฤกษศาสตร์    :    Echinochloa colonum (L.) Link
วงศ์    :                    Poaceae-Gramineae
ชื่ออื่นๆ    :              Awnless Barnyard, Bird Rice, Colored Grass
ลักษณะโดยทั่วไป    :    หญ้า ขนาดเล็ก สูง 30-70 ซม. แตกกอแผ่กว้าง ใบ
                                โคนกาบใบสีม่วงแดง ไม่มีลิ้นใบ ช่อดอกแบบช่อกระจะคล้ายช่อเชิงลด
                                 ยาว 10-15 ซม. แตกช่อแขนงย่อยเรียงสลับกัน แกนช่อแขนงมีสาก
                                ช่อดอกย่อยเรียงอัดแน่นบนแกนกลางด้านเดียว
                               กาบช่อย่อยบนและกาบล่างของดอกย่อยล่างปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม
นิเวศวิทยา    :          พบขึ้นในบริเวณที่เปิดโล่งที่มีน้ำขังแฉะ
ประโยชน์/โทษ    :    พืชอาหารสัตว์ เป็นวัชพืช โคกระบือชอบกิน มีคุณค่าอาหารคิดเป็นร้อยละ
                             ดังนี้  ความชื้น ๗.๔  โปรตีน ๙.๘ ไขมัน ๒.๔ กาก ๒๓.๓ แป้ง ๔๒.๓
                            และแร่ธาตุ ๑๔.๘

หญ้าแดง

หญ้าแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์      Ischaemum rugosum Salisb.
ชื่ออื่น     wrinkle duck-beak ,หญ้ากระดูกไก่, หญ้าก้านธูป, หญ้าสล้าง,หญ้าแดง
ประเภท/ชีพจักร     หญ้า(วัชพืช)/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น        ลำต้นแนบพื้นดินและชูยอดขึ้น ช่อดอกติดกันแน่นคล้ายธูป
ส่วนขยายพันธุ์     เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม     งอกได้ดีในดินชื้น
นิเวศนาข้าวที่ระบาด     นาหว่านข้าวแห้งและนาหว่านน้ำตม

ขาเขียด

 


ชื่อไทย :
    ขาเขียด,ผักอีฮีน,ผักลิ้น
ชื่อสามัญ :
    Monochoria, Pickerel weed
ชื่อวิทยาศาสตร์ :
    Monochoria vaginalis (Burm.f) Presl var. Solms
ชื่อวงศ์ :
    PONTEDERIACEAE
ส่วนขยายพันธุ์ :
    เมล็ด
ลักษณะทั่วไป :
    เป็นพืชสะเทินน้ำสะเทินบกอายุฤดูเดียว ชอบขึ้นในที่น้ำท่วมขังตื้น ๆ เช่นในนาข้าว มีรากหยั่งดิน ใบเป็นรูปหัวใจสีเขียวเข้มเป็นมันใบแตกแบบสลับเป็นสองแถบ ก้านใบยาวโคนก้านแผ่ ออกเป็นกาบ ช่อดอกออกที่บริเวณโคนก้านใบ โดยแทงช่อออกมาตรงข้ามกับกาบที่หุ้มช่อดอก ช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกย่อยสีม่วง 6-15 ดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ โคนกลีบติดกันมีเมล็ดมาก

ผักตบชวา

ผักตบชวา
ชื่อวิทยาศาสตร์    Eichhornia  crassipes (Mart.) Solms
ชื่ออื่น                Water Hyacinth,ผักปอด, สวะ, ผักโรค, ผักตบชวา, ผักยะวา, ผักอีโยก, ผักป่อง
ประเภท              พืชล้มลุก
ลักษณะเด่น        ไม้น้ำ มีไหลทอดเลื้อยไปตามผิวน้ำ ต้นอวบน้ำ ใบรูปไข่ค่อนข้างกลม สีเขียวเป็นมัน
                        ก้านใบพองออกเพื่อช่วยให้ลอยน้ำได้ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด กลีบดอกบาง 
                        6 กลีบ สีฟ้าอมม่วง กลีบบนขนาดใหญ่ และมีแต้มสีเหลืองกลางกลีบ 
                        ออกดอกปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน
ส่วนขยายพันธุ์     แยกต้นอ่อนที่ปลายไหลไปปลูก

ชนิดของวัชพืช


เราสามารถแบ่งวัชพืช ได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ๆ คือ

    * วัชพืชน้ำ หมายถึง วัชพืชที่ขึ้นในน้ำหรือขึ้นตามริมตลิ่ง มักเป็นพืชที่มีลำต้นเล็กอ่อน ใบบาง เพื่อลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี มีหลายลักษณะตามสภาพที่ขึ้น คือ บางพวกลอยน้ำรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา บางพวกรากต้องหยั่งดิน ใบและดอกลอยตามผิวน้ำหรืออยู่เหนือน้ำ เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด บางชนิดอยู่ใต้ผิวน้ำรากหยั่งดิน เช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายไฟ แหนปากเป็ดสาหร่ายเส้นด้าย สาหร่ายพุงชะโด บางชนิดขึ้นตามดินชื้นมาก ๆ หรือที่ที่มีน้ำขังตื้น ๆ เช่น เทียนนา แห้วทรงกระเทียม หญ้าขน หญ้านกสีชมพู วัชพืชน้ำมักเป็นวัชพืชในนาข้าว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านชลประทานและด้านประมง

    * วัชพืชบก หมายถึง วัชพืชที่เกิดบนบกแบ่งตามลักษณะทั่วไปได้เป็น ๓ ชนิด คือ ไม้ตัน ไม้พุ่ม  ไม้ล้มลุกลำต้นอ่อน  ไม้ต้นและไม้พุ่มไม่ค่อยพบว่าเป็นวัชพืชที่ร้ายแรง ทั้งนี้เพราะก่อนดำเนินการเกษตรนั้น จำเป็นต้องปรับที่โค่นต้นไม้ใหญ่ ถอนรากโคนทิ้งเสียก่อน ฉะนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหา ในด้านการกำจัดวัชพืชที่เป็นไม้ต้นและไม้พุ่มเท่าใดนัก นอกจากในที่ดินที่บุกเบิกใหม่เพื่อการเพาะปลูก ถ้ายังมีรากไม้ต้นและไม้พุ่มหลงเหลืออยู่ ต้องคอยหมั่นดูแลขุดทำลายเสีย หรือใช้สารกำจัดวัชพืชทำลาย โคนต้นให้เน่าผุก่อน วัชพืชก็จะค่อย ๆ ลดน้องลงไป ส่วนวัชพืชที่เป็นปัญหาในด้านการกำจัด ได้แก่ พวกไม้ต้นเล็กเนื้ออ่อนหรือพืชล้มลุก ซึ่งแบ่งออกได้ตามอายุเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งได้แก่ พืชล้มลุก อายุสั้น มีวงชีพอยู่ได้เพียงฤดูเดียว และอีกพวกหนึ่งเป็นพืชต้นเล็กเนื้ออ่อน ยืนต้น มีอายุข้ามปีหรือตั้งแต่ ๒ ปีขึ้นไป พืชพวกนี้มักจะมีไหล ซึ่งสามารถแตกรากตามข้อที่นอนแตะพื้นดิน เช่น แห้วหมู หญ้าชันอากาศ

ทั้งวัชพืชน้ำและวัชพืชบก ไม่ได้หมายถึง พืชที่มีดอกและเมล็ดเท่านั้น ยังรวมถึงพืชจำพวกสาหร่าย พืชไม่มีดอก ได้แก่ เฟิร์น และตะไคร่ เช่น สาหร่าย อีกด้วย วัชพืชในนาข้าวเป็นพืชพวกแอลจี แต่สาหร่ายข้าวเหนียว สาหร่ายฉัตร สาหร่ายพุงชะโด ฯลฯ เป็นพืชมีดอกและเมล็ด เฟิร์น หลายชนิดที่เป็นวัชพืชในนาข้าว ได้แก่ ผักกูดนา ผักแว่น แหนแดง จอกหูหนู นอกจากพืชที่กล่าวมาแล้ว ยังมีพวกพืชอาศัย (parasitic plants) เช่น กาฝาก ฝอยทอง

ไม่ว่าจะเป็นวัชพืชประเภทไหน ก็ต่างส่งผลเสียแก่พืชผลของเราทั้งสิ้น ดังนั้น วัชพืชจึงเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อไป
                                            ข้อมูลจาก  http://kanchanapisek.or.th

วัชพืชในนาข้าว

วัชพืชในนาข้าว คือ พืชอื่นทุกชนิดที่เกิดขึ้นในนาข้าวที่ปลูกไว้ มีวัชพืชหลายชนิดที่เกิดขึ้นในนาข้าว บางแห่งอาจมีวัชพืชน้อย บางแห่งอาจมีวัชพืชมาก ในพื้นนาแต่ละแห่งจะมีวัชพืชที่แตกต่างกันออกไป เพราะการเกิดวัชพืชในนาข้าวนั้น แตกต่างกันไปตามท้องที่ ท้องถิ่น และวิธีการปลูกข้าว วัชพืชในนาข้าวจะมีมากในนาหว่าน ส่วนนาดำ มีน้อยกว่าเพราะวิธีการเพาะปลูกมีการเตรียมดินที่ดีกว่านาหว่าน และมีการเก็บวัชพืชออกไปจากนาดำก่อนการทำการดำนาอีกด้วย
วัชพืชในนาข้าว


วัชพืชที่เกิดขึ้นในนาข้าวบ้านเรา แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้ คือ

1. วัชพืชในนาที่เป็นที่ดอน  วัชพืชที่พบมาก  ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าชันอากาศ หญ้าแดง
2. วัชพืชในนาที่เป็นที่ลุ่มปานกลาง วัชพืชที่พบมาก  ได้แก่ แห้วทรงกระเทียม หญ้าหนวด  ปลาดุก แห้วทรงกระเทียมโป่ง  แพงพวย  เทียนนา  กกสามเหลี่ยม ขาเขียด
3. วัชพืชในนาที่เป็นที่ลุ่มมาก  วัชพืชที่พบมาก ได้แก่ สาหร่ายพุงชะโด  สันตะวาใบข้าว  สาหร่ายหาง  กระรอก  สันตะวาใบพาย ผักตบชวา สาหร่ายข้าวเหนียว สาหร่ายไฟ  กกขนาก หญ้าตะกรับ แหนแดง

มารู้จักวัชพืชที่สำคัญ
- หญ้าแดง
- หญ้านกสีชมพู
- หญ้าชันอากาศ
- ขาเขียด
- แห้วทรงกระเทียม
- หญ้าหนวด
- หญ้าหนวดปลาดุก
- แห้วทรงกระเทียมโป่ง
- กกสามเหลี่ยม
- แพงพวย
- เทียนนา
- สาหร่ายพุงชะโด
- กกขนาก
- สันตะวาใบข้าว
- หญ้าตะกรับ
- สาหร่ายหางกระรอก
- สาหร่ายไฟ
- ผักตบชวา
- แหนแดง
- สันตะวาใบพาย
- สาหร่ายข้าวเหนียว
- ผักตบชวา