วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

การดูแลรักษามะนาว

การดูแลรักษามะนาว
    1. การให้น้ำแก่ต้นมะนาว
   การปลูกมะนาวต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา วัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟาง เศษหญ้าแห้ง หรือถุงพลาสติก เพื่อช่วยรักษาความชื้น ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นไป จนถึงช่วงออกดอกเพื่อให้มะนาวสะสม อาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอก เดือนเมษายน-พฤษภาคม หลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล
การใส่ปุ๋ย

    2. การใส่ปุ๋ย
      2.1 หลังจากมะนาวอายุได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ประมาณต้นละ 0.5 กิโลกรัม กรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจาก พรวนดินกำจัดวัชพืชแล้ว โดยใส่บริเวญรอบทรงพุ่ม ไม่ควรใส่ให้ติดโคนต้น แล้วก็ให้น้ำตามเพื่อ ให้ปุ๋ยละลาย
      2.2 เมื่อมะนาวอายุ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ ต้นละ 300 กรัม และเมื่อมะนาวอายุ 2 ปี ก็เพิ่มปริมาญปุ๋ยโดยใส่ปีละ 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ ของตน และเมื่อมะนาวอายุย่างเข้าปีที่ 3 ก็จะเริ่มให้ผลผลิต กำไรกำลังจะมาแล้ว
      2.3 ช่วงระยะก่อนออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย สูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรืออาจใช้ปุ๋ยสูตร 3-10-10 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะที่ยังไม่ออกดอก และใช้สูตร 0-52-34 ในระยะเร่งการออกดอก ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นพืช โดยใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้นมะนาว
  

    3. การกำจัดวัชพืช
    การกำจัดวัชพืชในสวนมะนาวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ถอน ถาง หรือใช้เครื่องตัดหญ้าแต่ต้องระวังอย่าให้เกิดบาดแผลตามโคนต้น หรือกระทบกระเทือนราก วิธีกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือการใช้สารเคมี เช่น พาราชวิท ไกลโฟเสท ดาวพอน เป็นตัน โดยการใช้จะต้องระวัง อย่าให้สารพวกนี้ปลิวไปถูกใบมะนาวเพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่นทำให้ ใบไหม้เหลืองเป็นจุดๆ หรือไหม้ทั้งใบ ดังนั้นจึงควรฉีดพ่นตอนลมสงบ
การค้ำกิ่งมะนาว


    4. การค้ำกิ่งมะนาว
    เมื่อมะนาวใกล้จะผลิดอกออกผล ต้องมีการค้ำกิ่งให้กับต้นมะนาวด้วย เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักหรือฉีกขาดโดยเฉพาะในช่วงติดผล และยังช่วยลดความเสียหาย เนื่องจากโรคและแมลงได้ โดยวิธีการค้ำกิ่ง สามารถทำได้ 2 วิธี คือ
      1. การค้ำกิ่งโดยการใช้ไม้รวกหรือไม์ไผ่ทำเป็นง่าม สอดเขัากับกิ่งมะนาว ให้ปลายอีกข้างหนึ่งวางตั้งรับน้ำหนักของกิ่งอยู่บนพื้นดิน แล้วใช้เชือกผูกมัดกิ่งไว้
      2. การค้ำกิ่งแบบคอกหรือนั่งร้าน โดยเอาไม้มาทำเป็นนั่งร้านรูปสี่เหลี่ยมรอบๆ ต้นมะนาวเพื่อรองรับกิ่งใหญ่ ๆ ของมะนาวเอาไว้ อาจทำเป็น 2-3 ชั้น แล้วให้กิ่งพาดอยู่ที่ชั้นใดก็ได้ ซึ่งวิธีนื้จะมั่นคงทนทาน และใชัประโยชน์ได้ดีกว่าวิธีแรก
การตัดแต่งกิ่ง


    5. การตัดแต่งกิ่งมะนาว
    เพื่อให้มะนาวมีทรงพุ่มสวยและให้ผลดกปราศจากการทำลายของโรคและแมลง การตัดแต่งกิ่งควรทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตัดกิ่งที่เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกให้หมด แล้วนำไปเผาทำลาย อย่าปล่อยทิ้งไว้ตามโคนต้น เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคในมะนาวได้

วิธีการปลูกมะนาว

 วิธีการปลูกมะนาว
การปลูกมะนาว

   1. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
   2. ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
   3. ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้ สูงประมาญ 2 ใน 3 ของหลุม
   4. ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
   5. ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา)
   6. ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตกออกจากราก
   7. กลบดินที่เหลือลงในหลุม
   8. กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่นพอประมาณ
   9. ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดไว้ เพื่อป้องกันลมพัดโยก
  10. หาวัสถุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา
  11. รดน้ำให้โชก
  12. ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

เปิดเผยกาแฟพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์

 กาแฟพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์
ต้นกาแฟ

 ในเดือนเมษายน กรมวิชาการเกษตรได้เปิดเผยกาแฟสายพันธุ์ใหม่ 2 สายพันธุ์ คือ
กาแฟโรบัสต้าใหม่ทั้ง 2 พันธุ์มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูง และคุณภาพเมล็ดดีเป็นที่ยอมรับของตลาดและโรง งานแปรรูป สำหรับพันธุ์ชุมพร 84-4 เดิมคือกาแฟโรบัสต้าสายต้น FRT 09 ซึ่งผ่านการคัดเลือกและปลูกเปรียบเทียบกับ พันธุ์เขาทะลุที่เพาะจากเมล็ด มีลักษณะเด่นคือ มีความแข็งแรงโตเร็ว มีกิ่งให้ผลจำนวนมาก เริ่มให้ผลผลิตเร็ว ผลสุกพร้อมกัน อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 10 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์เขาทะลุ 1-2 เดือน และเก็บเกี่ยวได้หมดภายใน 2 ครั้งเท่านั้น โดยให้ผลผลิตเมล็ดแห้งสูง (ความชื้นเมล็ด 13%) 482 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เขาทะลุ 4.4 เท่า นอกจากนี้ยังมีอัตราการเปลี่ยนจากผลสดเป็นเมล็ดแห้งสูง เฉลี่ยประมาณ 24.5% และมีน้ำหนัก 100 เมล็ดแห้ง 15.5 กรัม
 "ส่วนพันธุ์ชุมพร 84-5 เดิมชื่อการแฟโรบัสต้าสายต้น FRT 68 เป็นสายต้นที่ได้จากประเทศจีน และเป็นสายต้นในกลุ่มคองโกลิส โดยผ่านการคัดเลือก และปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์เขาทะลุที่เพาะจากเมล็ด มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตเมล็ดแห้งสูง (ความชื้นเมล็ดที่ 13%) 428 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เขาทะลุ 3.9 เท่า ต้นมีความแข็งแรง มีกิ่งให้ผลจำนวนมาก เริ่มให้ผลผลิตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยว 10 เดือน ผลสุกพร้อมกัน ทำให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์เขาทะลุ 1-2 เดือน และเก็บเกี่ยวได้หมดภายใน 2 ครั้ง ขณะเดียวกันก็มีอัตราการเปลี่ยนจากผลสดเป็นเมล็ดแห้งสูง เฉลี่ยประมาณ 25.0% ซึ่งสูงกว่าพันธุ์เขาทะลุที่ให้อัตราการเปลี่ยน 19.6% และมีน้ำหนัก 100 เมล็ดแห้ง 17 กรัม"

ชนิดของข้าวโพด

ชนิดของข้าวโพด 
สามารถจำแนกได้อีก 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. การจำแนกทางพฤกษศาสตร์ การจำแนกแบบนี้ถือเอาลักษณะของแป้งและเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นหลักสำคัญ จำแนกออกเป็น 7 ชนิด คือ

(1) ข้าวโพดหัวบุบ (dent corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อินเดนทาทา ไม่ใช่ทาทายังนะจ๊ะ (Zea mays indentata) เมล็ดตอนบนมีรอยบุ๋ม เนื่องจากตอนบนมีแป้งอ่อนและตอนข้าง ๆ เป็นแป้งชนิดแข็ง เมื่อตากเมล็ดให้แห้งแป้งอ่อนจะยุบหดตัวลง จึงเกิดลักษณะหัวบุบดังกล่าว ขนาดของลำต้น ความสูง เหมือนข้าวไร่ทั่ว ๆ ไป สีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว สีเหลือง หรือสีอื่น ๆ แล้วแต่พันธุ์ นิยมปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา

(2) ข้าวโพดหัวแข็ง (flint corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมยส์ อินดูราทา ไม่ใช่นาธานนะจ๊ะ (Zea mays in durata) เมล็ดมีแป้งแข็งห่อหุ้มโดยรอบ หัวเรียบไม่บุบเมล็ดค่อนข้างกลม มีปลูกกันมากในเอเชียและอเมริกาใต้ ข้าวโพดไร่ของคนไทย ที่นิยมปลูกกันอยู่เป็นชนิดนี้ทั้งสิ้นสีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว สีเหลือง สีม่วง หรือสีอื่นแล้วแต่ชนิดของพันธุ์
ข้าวโพดหวาน

(3) ข้าวโพดหวาน (sweet corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส แซคคาราทา (Zea mays saccharata) นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับประทานฝักสด เพราะฝักมีน้ำตาลมาก ทำให้มีรสหวาน เมื่อแก่เต็มที่หรือแห้งเมล็ดจะหดตัวเหี่ยวย่น
ข้าวโพดคั่ว

(4) ข้าวโพดคั่ว (pop corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อีเวอร์ทา (Zea mays everta) เมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีแป้งประเภทแข็งอยู่ใน ภายนอกห่อหุ้มด้วยเยื่อที่เหนียวและยืดตัวได้ เมล็ดมีความชื้นภายในอยู่พอสมควร เมื่อถูกความร้อนจะเกิดแรงดันภายในเมล็ดระเบิดตัวออกมา เมล็ดอาจมีลักษณะกลมหรือหัวแหลมก็ได้ มีสีต่าง ๆ กัน เช่น เหลือง ขาว และสีม่วง
ข้าวโพดข้าวเหนียว

(5) ข้าวโพดข้าวเหนียว (waxy corn) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส เซอราทินา (Zea maysceratina) เมล็ดมีแป้งอ่อนคล้ายแป้งมันสำปะหลัง นิยมปลูกเพื่อรับประทานฝักสดคล้ายข้าวโพดหวานแม้จะไม่หวานมาก แต่เมล็ดนิ่ม รสอร่อย ไม่ติดฟัน เมล็ดมีสีต่าง ๆ กัน เหลือง ขาว ส้ม ม่วง หรือมีหลายสีในฝักเดียวกัน
ข้าวโพดแป้ง

(6) ข้าวโพดแป้ง (flour corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อะมิโลเซีย (Zea mays amylocea) เมล็ดประกอบด้วยแป้งชนิดอ่อนมาก เมล็ดค่อนข้างกามหัวไม่บุบ หรือบุบเล็กน้อย นิยมปลูกในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และสหรัฐอเมริกา ชาวอินเดียนแดงนิยมปลูกไว้รับประทานเป็นอาหาร
ข้าวโพดป่า

(7) ข้าวโพดป่า (pod corn) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส ทูนิกา (Zea mays tunica) มีลักษณะใกล้เคียงข้าวโพดพันธุ์ป่า มีลำต้น และฝักเล็กกว่าข้าวโพดธรรมดา ขนาดเมล็ดค่อนข้างเล็กเท่า ๆ กับเมล็ดข้าวโพดมีขั้วเปลือกหุ้มทุกเมล็ด และยังมีเปลือกหุ้มฝักอีกชั้นหนึ่งเหมือนข้าวโพดธรรมดาทั่ว ๆ ไป เมล็ดมีลักษณะต่าง ๆ กัน ข้าวโพดชนิดนี้ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปลูกไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น

2.การจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการปลูก อาจจำแนกออกได้เป็น 4 ชนิด คือ
เมล็ดข้าวโพด

(1) ข้าวโพดใช้เมล็ด (grain corn) ปลูกเพื่อเก็บเมล็ดแก่ใช้เป็นอาหารสัตว์และมนุษย์ หรือทำอุตสาหกรรมอย่างอื่น
(2) ข้าวโพดหมัก (silage corn) ปลูกเพื่อตัดต้นสดมาหมักใช้เป็นอาหารสัตว์
ข้าวโพดหมักใช้เป็นอาหารสัตว์

(3) ข้าวโพดอาหารสัตว์ (fodder corn) ปลูกเพื่อตัดต้นสดไปใช้เลี้ยงสัตว์
ข้าวโพดฝักอ่อน

(4) ข้าวโพดฝักอ่อน (baby corn) ในประเทศไทยนิยมปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อนไปใช้ในการปรุงอาหาร

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

การปลูกข้าวโพด

ข้าวโพด
  ข้าวโพด เป็นพืชจำพวกหญ้า มีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง เนื้อภายในฟ่ามคล้ายฟองน้ำสูงประมาณ 1.4 เมตร ใบ จะเป็นเส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ำลงมาอยู่ระหว่างกาบของใบ และลำต้นฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เจริญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว พอแก่เป็นสีนวล
ข้าวโพดอาหารเพิ่มพลัง

ข้าวโพด สามารถใช้เป็นอาหารทั้งของมนุษย์และสัตว์ แม้ว่าพื้นที่เพราะปลูกจะเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี
จนปัจจุบันไม่าสามารถขยายได้อีกต่อไป และมีผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศประมาณ 370 กิโลกรัม/ไร่ เท่า
นั้นเอง ดังนั้นจึงมีความจำ เป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพยายาามเพิ่มผลผลิตต่อพื้น ที่ให้ได้ซึ่งการเพิ่มผลผลิต นั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ใช้ปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพดินฟ้าอากาศ ปริมาณและการตกของฝน และการปฏิบัติดูแลรักษา แหล่งปลูกข้าวโพดที่สำ คัญอยู่ในภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกถึงกว่าครึ่งของทั้งประเทศ ส่วนที่เหลือ กระจายปลูกในทุกภาคของประเทศ จังหวัดที่ปลูกข้าวโพดที่สำ คัญ ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา เลย ลพบุรี และนครสวรรค์
ข้าวโพด กับถิ่นกำเนิดและความเป็นมาในประเทศไทย ได้มีการขุดพบซังข้าวโพด และซากของต้นข้าวโพดที่ใกล้แม่น้ำในนิวเม็กซิโก (แถบอเมริกาใต้) และปัจจุบันนิยมปลูกแพร่หลายในแถบอเมริกา แคนาดา สามารถปลูกได้ในสภาพที่ภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ๆ เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ เพราะสามารถนำมาเลี้ยงสัตว์ได้ทั้งต้น ใบ และเมล็ด สำหรับประเทศไทย คนไทยรู้จักนำข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้นำข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลองใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นยังเป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ข้าวโพดเริ่มแพร่หลายขึ้นเนื่องจาก หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้ นำการเลี้ยงไก่แบบการค้ามาเริ่มสาธิต และกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตาม ผู้เลี้ยงไก่จึงรู้จักใช้ข้าวโพดมากขึ้นกว่า เดิม แต่เนื่องจากระยะนั้นข้าวโพดมีราคาสูงและหายาก การใช้ข้าวโพดจึงใช้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาหารหลัก ซึ่งมีรำและปลายข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์รู้จักข้าวโพดกันทั่วไป และในปัจจุบันประเทศไทยได้ปลูกข้าวโพดในปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก
ข้าวโพด

การปลูกข้าวโพด มีสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียนรู้  ดังต่อไปนี้
การปลูกข้าวโพด
        +โรคข้าวโพด                     +การเก็บเกี่ยว

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

การเตรียมดินปลูกมะนาว

การปลูกมะนาวลงบนดิน
  
การเตรียมดินในการปลูกมะนาว
   1. พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินใหัมีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร ดินที่ใช้ปลูกควรสมบูรณ์ โดยอาจจะนำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกผสมลงไปในดินที่จะใช้ปลูก แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
    2. พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 - 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ควรเพิ่มปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกผสมดินไปด้วย เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน
   3.การปลูกมะนาวท่อซีเมนต์ การเตรียมวงบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดที่เหมาะสม ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ที่ด้านล่างหรือก้นวงบ่อ มีแผ่นซีเมนต์กลมวางรองอยู่ชนิดที่ไม่เชื่อมกับวงบ่อโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่รดลงไปขังอยู่ชนิด ด้านล่าง และมิให้รากมะนาวแทงลงดินนอกก้นบ่อและแต่ละบ่อควรวางห่างกัน ประมาณ 1.5 เมตร นำดินมาผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกตามอัตตราส่วนที่เหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับคุณภาพดินที่เรานำมาใช้ปลูก
การปลูกมะนาวบ่อปูนซีเมนต์

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของมะนาว

สวนมะนาว

มะนาว เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบแทบจะทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี มีผลดกและได้คุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายได้น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ